จากปัญหาสู่ทิศทางการปรับตัวในอุตสาหกรรมสุกร กรณีศึกษา จังหวัดนครปฐม

   
  รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย ศฤงคารินทร์
ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยมหิดล
E-mail : egdkc@mahidol.ac.th

    
     สุกรขุนที่มีน้ำหนักครบจะถูกจัดส่งไปยังโรงชำแหละเนื้อสุกร กระบวนการชำแหละ ได้แก่ การแยกหัวสุกร เครื่องในสุกร และผ่าสุกรออกเป็นสองส่วน สุกรที่ผ่านการชำแหละเรียบร้อยแล้วจะถูกขายให้กับพ่อค้าขายเนื้อสุกรชำแหละ (พ่อค้าที่เขียง) เพื่อนำไปชำแหละเป็นชิ้นส่วนที่เล็กลง เพื่อขายส่งหรือขายปลีกเนื้อสุกรชำแหละให้กับ แม่ค้าตลาดนั้น ร้านอาหาร และโรงงานแปรรูป ได้แก่ ผู้ผลิตหมูยอ ลูกชิ้น แหนม กุนเชียง หมูหยอง หมูแผ่น และหมูเด้ง

"ค่าอาหารและต้นทุนโลจิสติกส์ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาเนื้อสุกร"
    
    ต้นทุนที่เกิดขึ้นกับสุกรแต่ละตัวนั้น เป็นสิ่งที่กำหนดราคาขายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม และราคาขายเนื้อสุกรชำแหละ ทั้งนี้ต้องการทราบว่าต้นทุนส่วนใดที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อราคาขายสุกร จึงได้คำนวณต้นทุนรวมและต้นทุน โลจิสติกส์ตามฐานกิจกรรม โดยต้นทุนของสุกรแต่ละตัวตั้งแต่ฟาร์มสุกรถึงเขียง ประกอบไปด้วย ค่าน้ำเชื้อและค่าวัคซีน ค่าอาหาร ค่าชำแหละ ค่าเช่าแผง และต้นทุนโลจิสติกส์ จากต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น พบว่า ร้อยละ 68.14 หรือ 4,545.36 บาท/ตัว เป็นต้นทุนค่าอาหาร อาหารที่นำมาเลี้ยงสุกรนั้น ได้แก่ มันสำปะหลัง และ กากถั่ว ซึ่งราคาอาหารสุกรนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และรองลงมาเป็นต้นทุน โลจิสติกส์ อันได้แก่ กระบวนการต่างๆ เช่น การเคลื่อนย้ายสุกร กระบวนการสั่งซื้อ การบริการลูกค้า การหีบห่อและบรรจุภัณฑ์ การจัดเก็บสินค้า ส่วนนี้คิดเป็น 1,622.216 บาท/ตัว หรือร้อยละ 24.28
            ต้นทุนค่าอาหารสุกรจึงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อราคาขายสุกร ผลจากการคาดการณ์ราคาขายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม พบว่า เมื่อต้นทุนค่าอาหารสุกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จะส่งผลให้ราคาขายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้น 2 บาท/กิโลกรัม คือจากเดิมเคยมีราคาอยู่ที่ 60 บาท/กิโลกรัม (ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2551) เพิ่มขึ้นเป็น 62 บาท/กิโลกรัม จากราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปยังราคาขายของชิ้นส่วนสุกรที่เขียง และราคาผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูปต่างๆ ให้มีราคาสูงขึ้นด้วย

    "สนับสนุนการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมสุกร"
    

จังหวัดนครปฐม เป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงสุกรเป็นอันดับสองของประเทศไทย (ศูนย์สารสนเทศ กรมปศุสัตว์, 2551) และมีการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสุกรอยู่เป็นจำนวนมาก ผลจากการศึกษาปริมาณการแปรรูปเนื้อสุกรในพื้นที่จังหวัดนครปฐม พบว่า ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมสุกรของจังหวัดนครปฐม มีการขายในรูปของเนื้อสุกรสดชำแหละเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการแปรรูปเนื้อสุกรชำแหละเป็นผลิตภัณฑ์ มีเพียงร้อยละ 9.44 ของการผลิตเนื้อสุกรทั้งหมด และเมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนกำไรต่อปริมาณการผลิตที่เกิดขึ้น การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มีสัดส่วนที่มากกว่าการขายเนื้อสุกรชำแหละหน้าเขียง ดังนั้น "การส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีความสามารถที่จะประกอบกิจการการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสุกรจึงควรเกิดขึ้น"

"เพิ่มการผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปเท่าไรจึงจะเหมาะสม ?" จากคำถามนี้จึงทำการศึกษาเพื่อหาปริมาณการแปรรูปที่ควรจะเพิ่มขึ้น โดยพิจารณาจากจุดที่ทำให้เกิดกำไรเท่ากันระหว่างปริมาณการเปลี่ยนแปลงของการขายเนื้อสุกรสดและการแปรรูป พบว่า ควรแปรรูปเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 9.44 ไปเป็นร้อยละ 19 ของปริมาณการผลิตทั้งหมด หรือมีการปริมาณการแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรอยู่ที่ 1,913,514.23 กิโลกรัม/เดือน เมื่อพิจารณาผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูป 7 ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน พบว่า ผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างผลกำไรได้สูงสุด โดยทดลองกระจายเนื้อสุกรชำแหละในปริมาณที่เท่ากันคือ 273,359.18 กิโลกรัม (1,913,514.23÷7 = 273,359.18 กิโลกรัม) เข้าสู่กระบวนการผลิตในแต่ละชนิดผลิตภัณฑ์ ผลที่ได้พบว่า ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูปที่สามารถสร้างผลกำไรให้กับจังหวัดนครปฐมได้มากที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์แหนม รองลงมาเป็น หมูยอ และ ลูกชิ้น ตามลำดับ จากผลการทดลองที่ได้นี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงทิศทางของผลิตภัณฑ์ที่ควรแปรรูป ทั้งนี้ ตัวเลขจากผลกำไรที่ได้เพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถระบุลงไปถึงชนิดผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมได้ จำเป็นต้องพิจารณาทางด้านปริมาณของสินค้าที่มีอยู่ในตลาด ความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นนั้น และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ประกอบด้วย

   
 
   
  ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
25/25 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทร: 02-889-2138 ต่อ 6246 แฟกซ์: 02-889-2138 ต่อ 6709 E-mail: wirachchaya.c@egmu-research.org